วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2556

คำถามที่ 27: ปัจจุบันในบางวิทยาเขต มีข้อบังคับของวิทยาเขตโดยเฉพาะ โดยมีการบริหารงานบางเรื่องจะแตกต่างออกไป เช่น วาระการดํารงตําแหน่งของผู้บริหาร และโครงสร้างการบริหาร ถ้า พ.ร.บ. นี้มีการบังคับใช้ ข้อบังคับเดิมจะต้องเปลี่ยนแปลงหรือไม่

ระเบียบบริหารวิทยาเขตต้องมีการปรับเปลี่ยนใหม่เพื่อให้สอดรับกับ พ.ร.บ. ฉบับใหม่ แต่ในบางเรื่อง
จะนําไปกำหนดไว้ในข้อบังคับเพื่อความยืดหยุ่นและ คล่องตัว เช่น องค์ประกอบ หลักเกณฑ์การสรรหา
กรรมการวิทยาเขต เป็ นต้น เนื่องจากแต่ละวิทยาเขตจะมีบริบทแตกต่างกัน

คำถามที่ 26: มหาวิทยาลัยจะมีการทบทวนเรื่องกองทุนประกันสังคมหรือไม่ อย่างไร เพราะผ่านมาไม่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายประกันสังคมเลย ควรเขียนให้ชัดไปว่า “กิจกรรมมหาวิทยาลัยไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ และ กฎหมายประกันสังคม” เพราะมองว่ามหาวิทยาลัยจัดสวัสดิการให้ค่อนข้างดีอยู่แล้ว หากนําเงินส่วนนี้มาจัดการเองจะดีกว่าหรือไม่

ในร่าง 3 ของ พ.ร.บ. ไม่ได้ระบุถึงการประกันสังคม หมายความว่าเราจะเข้าระบบประกันสังคมหรือไม่ก็ได้ พ.ร.บ. หลายมหาวิทยาลัยกำหนดเรื่องนี้ ไม่เหมือนกัน แต่ขณะนี รัฐบาลกําลังทําประชาพิจารณ์ พ.ร.บ. ว่าด้วยบุคลากรในสถาบันการศึกษา ซึ่งระบุว่า “พนักงานมหาวิทยาลัยไม่ขึ้นอยู่กับประกันสังคม แต่
หน่วยงานต้องจัดสวัสดิการให้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประกันสังคม”

การให้พนักงานทําประกันสังคมในปัจจุบันเป็ นการสร้างกฎหมายมารองรับสิทธิประโยชน์ด้านสวัสดิการของพนักงาน ซึ่งบางท่านอาจไม่ได้ใช้ประโยชน์ ปัจจุบันประกันสังคมก็สามารถมีบําเหน็จบํานาญได้ ถึงแม้จะไม่มากก็ตาม สำหรับประเด็นการไม่เข้ารวมในกฎหมายประกันสังคมนี้ มหาวิทยาลัยรับไปพิจารณาในกรรมการร่าง พ.ร.บ. ต่อไป

คำถามที่ 25: อำนาจการบริหารของมหาวิทยาลัยจะมากขึ้นและเป็นระบบทุนนิยมมากขึ้นเมื่อมีการปรับสถานะ จะส่งผลต่อความเป็นธรรมในการประเมินบุคลากรหรือไม่

การบริหารงานบุคคลทั้งในปัจจุบันและอนาคตมีระบบการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล ปัจจุบันก็มีกรรมการดูแลในด้านนี้ด้านนี้ เช่น กรรมการประเมินผลการปฏิบัติงานซึ่งมีอยู่หลายชุด กรรมการอุทธรณ์ร้องทุกข์  ซึ่งกรรมการอุทธรณ์ร้องทุกข์ในปัจจุบันนี้ต้องดูแลทั้ งข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้าง แต่งตั้งโดยสภามหาวิทยาลัย ไม่ได้กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. ไม่ได้เกิดขึ้ นตามกฎหมาย จึงได้มีการกำหนดประเด็นนี้ไว้ใน พ.ร.บ.ให้ชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจแก่บุคลากร ส่วนการบริหารการเงินไม่ได้เกี่ยวข้องกับแนวคิดทุนนิยม มหาวิทยาลัยจะสร้างระบบการบริหารจัดการที่คล่องตัว เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเพื่อนำไปใช้ในสิ่งที่ประโยชน์ให้มากที่สุด

คำถามที่ 24: การเป็นมหาวิทยาลัยอาจต้องมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น จะเกิดการเลิกจ้างพนักงานอันเนื่องมาจากการรับนักศึกษาที่ไม่ได้จำนวนตามแผนหรือไม่

สํานักงบประมาณจะจัดสรรงบสําหรับทั้งพนักงานมหาวิทยาลัย และ ข้าราชการที่ปรับเปลี่ยนมาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย โดยมีตัวอย่างให้เห็นจากมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ที่ได้ปรับสถานะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับแล้ว

คำถามที่ 23: พนักงานมหาวิทยาลัยจะได้รับผลกระทบอย่างไร เมื่อมีการปรับเปลี่ยนสถานะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ

พนักงานมหาวิทยาลัยอยู่ยังคงสภาพเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย แต่จะมีข้อดีตรงที่ว่าจะมีระเบียบด้านการบริหารงานบุคคลที่เอื้อต่อพนักงานมหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันมหาวิทยาลัยมี 2 ระบบที่ขนานกันอยู่ ซึ่งเมื่อมีกฎระเบียบอะไรก็ออกก็เอาระเบียบของข้าราชการมาใช้กับพนักงานมหาวิทยาลัยด้วย ซึ่งในอนาคตไม่ต้องนำระเบียบข้าราชการมาใช้แล้ว แต่ต้องมาคิดกันว่าอยากจะให้การบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร ก็กำหนดขึ้นในบริบทของตนเอง

คำถามที่ 22: การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐส่งผลกระทบกับบุคลากรที่เป็นข้าราชการอย่างไร

ผลกระทบต่อบุคลากรที่เป็นข้าราชการ เมื่อมหาวิทยาลัยเป็นหน่วยงานในกำกับฯ  ข้าราชการมีสิทธิ์เลือกที่จะคงสถานะของตนเองจนเกษียณก็ได้ หรือจะเปลี่ยนสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยก็ได้ แต่อาจมีเงื่อนไข เช่น หากปรับเปลี่ยนสถานะภายใน 1 ปี ก็อาจจะไม่มีการประเมินจากการเปลี่ยนสถานะ แต่หากเลย 3 ปีไปแล้ว ก็อาจจะมีการประเมินหากจะมีการปรับเปลี่ยนสถานะ แต่อย่างไรก็ตามผู้บริหารจะมีกำหนดในบทเฉพาะกาลว่า จะต้องเปลี่ยนเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยภายในกี่ปี ซึ่งจะมีการกำหนดใน พ.ร.บ. (ขณะนี้เป็นร่าง) แต่อธิการบดีและรองอธิการบดีจะต้องเปลี่ยนสถานะไปเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยภายใน 30 วัน ส่วนคณบดีจะมีการเปลี่ยนสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยภายใน 120 วัน

คำถามที่ 21: การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อขึ้นค่าเล่าเรียนใช่หรือไม่

การปรับค่าธรรมเนียมของมหาวิทยาลัยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐหรือไม่ แต่มหาวิทยาลัยมีความจำเป็นที่จะต้องมีการปรับอยู่แล้วตามอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งอยู่ที่ 3% ซึ่งไม่ได้ปรับทุกปี ในอดีตที่ผ่านมา ในสถานะการเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ก็ยังมีความจำเป็นที่ต้องขึ้นค่าเล่าเรียนอยู่ต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ใช้ค่าเล่าเรียนตามประกาศปี 2550 ก่อนหน้านั้นมีค่าเล่าเรียนไว้อีกค่าหนึ่ง และในปี 2557 มหาวิทยาลัยก็มีความจำเป็นที่ต้องปรับค่าเล่าเรียนอีก ส่วนวิทยาเขตปัตตานีมีการปรับค่าธรรมเนียมตั้งแต่ปี 2556-58 ขณะที่วิทยาเขตอื่นนั้นจะปรับไปจนถึงปี 2559 ดังนั้น การปรับค่าธรรมเนียมไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ